/รู้สึกพักนี้อัพบ่อยช์ ถถถถ
 
 
 
 
 
 
 
 
ทางนี้มีโอกาสได้ไปสอบ AFS มาจ้ะ
ความจริงคือโดนแม่สบประมาทว่าเก่งแต่ในโรงเรียน เลยไปลองสอบดู ผ่านข้อเขียนนี่ถึงกับกะแฮ่มไม่ออก -.-
แล้วไปสอบสัมภาษณ์ต่อ
ได้ติด

ตัวสำรองอันดับ 3 ของภาคพื้นทวีปเหนือ
 
และได้เลื่อนขั้นมาเป็น ตัวจริง USA รุ่น 52
#กำลังจะไปสิงหาปีนี้จ้ะ

วิ่งกรี๊สสสสสลั่นบ้านนนนนนนนว์ 
 
 
 
 
ปีทีแล้วก่อนไปสอบพยามหาว่าแนวๆ มันเป็นยังไงนี่หาแทบไม่ได้ มีแต่ประมาณไปแล้วได้อะไร ข้อสอบยากไหม สถานที่ดีรึเปล่า โครงการนี้เป็นยังไง คือ ความจริงคนกำลังจะไปสอบเค้าคงอยากได้แนวกันมากกว่า ถ ถถถ พอมาสอบได้แล้วก็อยากเล่าสู่กันฟังน้อ
 
 
 
 
 
 
ว่าด้วยเรื่อง AFS
 
 
AFS เป็นมูลนิธิโครงการแลกเปลี่ยนให้เปล่า กล่าวคือ เค้าจะส่งเราไปที่นั่นหากเราผ่านการทดสอบของเค้า ซึ่งเค้าจะมีระบบกระจายแต่ละประเทศในพื้นที่ต่างๆ อย่างเช่นของเราไปอเมริกาจะมีสิทธิ 2 คน ประมาณนั้น ซึ่งบางครั้งประเทศที่เราอยากได้อาจจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เราไปสอบ อาจจะเป็นข้อเสียตรงตรงนี้ แต่ส่วนใหญ่คนที่จะไป AFS จะเลือกไป USA กันซึ่งมีทั้งหมดที่เราไป 150 คนขึ้นนะ? หมายถึงทั้งประเทศจ้ะ แต่ก็อย่างงว่าต้องดูว่าเค้ารับคนในพื้นที่พื้นที่นั้นกี่คน ถึงจะกำหนดได้ว่าเรามีสิทธิได้มากน้อยแค่ไหน
โดยถ้าหากเราสอบผ่าน เค้าจะให้สิทธิในการที่เราจะไปอยู่โรงเรียนๆได้ (หมายถึงได้สิทธิโควต้าโรงเรียนรัฐบาลโรงเรียนนั้น) และหาโฮสต์ให้ แต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียหมายถึงค่าที่เราไปกินอยู่ และค่าโครงการ กิจกรรม เข้าค่ายที่เค้าจัดขึ้นให้
 
 
 
 
ปีนี้เค้ารับสมัครมาอีกแล้ว
ส่วนใหณ่จะประมาณเปิดเทอมปุ๊บคือรับสมัคร หมายความว่าเราใช้ความรู้ของปีก่อนมาช่วยแหละจ้ะ
 
 
 
ลิงค์เวปไซต์ >> http://www.afsthailand.org/
ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดกันดูล่ะกัน ถถถ ถ
 
 
 
 
ความจริงแล้วการเปิดรับสมัครทางโรงเรียนจะเป็นคนเอามาประกาศรับสมัครเอง ให้รีบนะจ้ะ เพราะถ้าหมดใบสมัครแล้วจะอดโดยทันที
อายุการสมัครคือ ม.3 - ม.5 ::: ม.3 แบบที่ไม่เข้าโรงเรียนเร็วนะจ้่ะ คือ 15 ปีก่อนสิ้นปี
 
 
 
ทางนี้ก็ไปสอบตอน ม.3 มา แต่เพราะทางนี้เกิดพฤศจิกา 15 พอดีเลยสมัครได้ เพื่อนๆบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ให้สมัคร เพราะอนึ่งคือ มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่ต้องอายุครบก่อนการเดินทาง จ้ะ เช่น 15 ปี 6 เดือนถึงจะเดินทางเข้าเรียนได้ประมาณนั้น #ทางนี้เฉียดพอดีเด๊ะ

 
 
 
 
*เพิ่มเติม*
 
 
เราได้อะไรจากโครงการ ??

 
แน่นอนล่ะโครงการแลกเปลี่ยน การที่เราไปที่ประเทศอื่น ย่อมได้ทั้งแนวความคิด โลกทัศน์ ความรู้ สิ่งใหม่ๆ การอยู่ได้ด้วยตัวเอง การเติบใหญ่โดยความคิดที่ไร้หกรอบ วัฒนธรรม ค้นหาตัวเองและอาชีพที่อยากเป็น และที่ขาดไม่ได้คือ ภาษา จ้ะ
 
 
แน่นอน ร้อยทั้งร้อยไปก็อยากได้ภาษากันทั้งนั้น เช่นกัน การเลือกประเทศควรเป็นไปตามภาษาที่เราอยากจะได้ แต่ก็เช่นกัน อยากเลือกเพราะประเทศดังๆหรืออะไร แต่ขอให้เชื่อในความปลอดภัยเป็นหลักสูงสุด บางคนไปเมกา อันนี้คิดถึงอนาคต แต่บางประเทศทรี่เราไม่คุ้นหู ก็อย่าละเลย บางทีความอบอุ่นจากโฮสต์เค้าอาจจะดีกว่าเราก็เป็นได้
ใครที่กำลังลังเลเรื่องว่าจะไปหรือไม่ไปดี ทางนี้มีคำแนะนำที่ทั้งอ่านมา และเข้าใจมาจ้ะ
 
ในการไปควรคำนึงว่า

ไปแล้วได้อะไร
ได้มากแค่ไหน ถ้าเป็นตัวเรา
เราตั้งใจกับมันมากแค่ไหน
และเรากลับมา เราต้องทำใจเรื่องอะไรบ้าง
 
 
ได้อะไรคือที่กล่าวไปข้างต้น
มากน้อยแค่ไหนต้องถามตัวเอง
และตั้งใจ ถ้าหากไป ต้องใช้คำว่า อย่าให้การตัดสินใจของพ่อแม่เป็นตัสวหยุดหรือผลักเรา
 
และสุดท้าย
 
 

 
กลับมาต้องทำใจเรื่องอะไร?
 
 
การสอบ สอบ ม.3 ไปตอน ม.4 นะจ้ะ คือให้นับไปปีนึง
 

 
อย่างแรกเลยคืออยากให้คำนึกถึง "อายุ" "สังคม" "การซ้ำชั้น" "การเอนเข้ามหาลัย"
 
ม.3 เป็นช่วงเวลาที่ควรไปสอบอย่างยิ่ง
เพราะอะไร?
เนื่องจาก ม.3 เป็นช่วงเวลาที่เลือกสาย สายการเรียนของเมืองไทย คือการไปสู่สาขาอาชีพ เพราะงั้นถ้าเรากลับมา เราอาจจะขอทางโรงเรียนในการย้ายสายได้กรณีพิเศษ อย่างเช่นโรงเรียนเรา
อีกทั้ง ม.3 กลับมาแล้วถ้าซ้ำชั้น หมายถึงไปซ้ำ ม.4 เพื่อน จะยังไม่คงที่ เรายังอยู่กับรุ่นน้องได้ กลมกลืนไม่มีปัญหา การเรียน ยังไงไม่ยากเกินกว่าจะรับไม่ไหว และ ม.4 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่การเรียนของเรา จะถูกสะดุดแค่เทอมเดียวเท่านั้น
และเรื่องการซิ่วไปเตรียมก็เป็นเรื่องที่ง่ายด้วย อิ อิ 5555
 
 
 
ม.4 เป็นช่วงทืี่พอประมาณ สอบไม่ได้หรือได้อันนี้ต้องแล้วแต่ตัวเองจะคิดหรือยอมรับ สิ่งที่ควรคิดคือ เราจะกลับมารับกับบทเรียนเมืองไทยได้มั้ย? รตรงนั้นเป็นจุดที่ค่อนข้างจะต่อยาก
 
 
 
ม.5 เป็นช่วงที่ทางนี้ไม่แนะนำเลยจริงๆจ้ะ จำไว้ว่าเป็นปีที่ต้องซ้ำชั้นแน่ๆ
เป็นอะไรที่กลับมาแล้วตอน ม.6 แล้วมีปัญหากันเยอะ คือ

1.เรื่องเพื่อน สังคม เป็นอะไรที่เราจะไม่กลมเกลียวกันแล้ว เพราะเชื่อว่า ม.4-ม.6 ต้องเรียนห้องเดียวกันตลอด ความสัมพันธ์การผ่านอะไรกันมาอย่างกีฬาสี หรืออื่นๆ ส่งผลใให้สภาวะจิตใจแย่ เรียนไม่สนุก และจะตามมาด้วยการสอบเอนที่ไม่ค่อยจะดีนัก
2.เรื่องเอน เรื่องนี้สำคัญมาก หลายคนกลับมาแล้วเอนไม่ติดดั่งที่หวัง แย่นะเราว่า เพราะงั้นก่อนไปให้คำนึงไว้เลยว่ามันต้องอ่านหกนังสือที่นู้นไปด้วย เพื่อกลับมาเอนต่อที่ไทย 
 
 
 
 
 
 
การซ้ำชั้นเป็นปัญหามากไหม ?
 
 
 
ไม่เลยจ้ะ AFS จะซ้ำไม่ซ้ำไม่มีปัญหา
เพราะเคา้จะรองรับมาว่าเราจบปีนี้จากต่างประเทศมาแล้ว
ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับโรงเรียน และผมเกรดเราด้วยนะ
*** ม.5 ที่ไปสอบ หรือกลับมา ม.6 ไม่มีสิทธิเลือกนะจ้ะ ต้องซ้ำเพื่อเตรียมเอนเท่านั้น
 
 
ทางนี้เป็นหนึ่งในคนที่เลือกซ้ำนะ? 55555555555 
เพราะว่าการซ้ำชั้น ฝใช่ว่าเสียเวลา ไม่เลย เราทำใจได้หรือเปล่า กลับมาแล้วต้องตามงาน ตามสอบ ม.4? ไม่นะ ไม่ใช่เราแน่ๆ เรื่องเพื่อนไม่เป็นปัญหา อย่างที่บอก เพื่อนยังไม่ค่อยลงตัว หรือไม่ เรามั่นใจว่าสังคมไม่มีผมกระทบก็ไม่ต้องแคร์ และยังง่ายต่อการดำเนินการย้ายสายได้ด้วย หากเราจะเปลี่ยน และที่สำคัญ เราได้เนื้อหาที่เต็มๆ จากครูโดยไม่ต้องมาอ่านเอง
 
ส่วนการไม่ซ้ำ คือบุคคลที่ไม่ต้องการเสียเวลา อันนี้แล้วแต่จะคิด อยากรีบจบเข้ามหาลัยไปพร้อมเพื่อน อันนี้เข้าใจ แต่อาจจะเหนื่อยหน่อยจ้า อันนี้ต้องแล้วแต่โรงเรียนว่าจะอนุมัติอย่างไรน้อ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
และเค้าจะให้เลือกประเทศ 3 ประเทศจ้ะ สำรองไว้

อัตราส่วนคะแนน เราไม่รู้หรอก แต่เค้าว่า คะแนนที่จะเป็นไป คือ สัมภาษณ์ > ข้อเขียน > ข้อสอบจิตวิทยา
จะเน้นไปที่ สัมภาษณ์มากๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทแรกของการสอบที่จะต้องเจอ คือ
 
ข้อเขียน มหาโหด
 
 
ใช่แล้ว มันคือ.. เอิ่ม ประมาณว่า ออกจากห้องนี่ถึงกับช๊อก
มันเอาภาษาอะไรมาให้ฉันอ่านเนี่ย.. อะไรประมาณนั้น -.-
 
 
ข้อเขียนนี่บอกไว้ก่อนเลยว่า ยากมากกกกก #แต่ทำไมดูเวปอื่รนเค้าว่าง่ายๆกันจัง <<เพราะแกไม่ได้อ่านไปไงย์
แต่โชคดีที่เกณฑ์ที่เขาให้ผ่าน คือ 50/100
คาดว่าเอาฟลุ๊คๆ ทางนี้คงจะได้สัก 52 -*- <<เพราะดิฉันทำไม่ได้เลย
 
 
เอาเป็นว่า คนสอบ 15000 กว่าคน รอดตายมาได้ 6000 คนอ่ะ (แต่เค้าว่าปีนี้เยอะ << จริงป่ะ?)
โรงเรียนเราไป 40 ผ่าน 14 คน -0-
 
 
 
คือความจริงข้อสอบไม่ได้ยากขั้นถึงขนาดทำอะไรไม่ได้เลยนะ
ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่แกรมม่า suffix prefix vocab แล้วก็ reading แบบ 2 หน้าครึ่ง ตอบ 3 ข้อ -.- .........................#ปล่อยดอท

อยากให้คนที่อยากไปจริงๆ เตรียมพร้อมกับข้อสอบข้อเขียนไว้ก่อน เพราะว่ามันเป็นด่านแรกก่อนก้าวขึ้นไปสัมภาษณ์

เพื่อนเราบางคนมั่นใจกับการสอบสัมภาษณ์นี้มาก แต่ข้อเขียนไม่ผ่านมันก็ไปต่อไม่ได้แล้วล่ะ เหมือนเราจะไปอีกฝั่งแต่ไม่มีสะพาน มันก็ข้ามไปไม่ได้ถูกมั้ย?
ไม่ต้องถึงกับไปรงไปเรียนไรนะ แค่ว่าก่อนสอบ ดูเรื่อง vocab กะ ข้อสอบเดิมไปเล็กน้อย (เค้าจะแจกข้อสอบเก่าปีที่แล้วมาให้)

การได้ศัพท์เกิดจากการอ่านบ่อยๆ วิธีที่แม่เราสอนคือให้อ่าน artical เรื่องอะไรก็ได้ที่ชอบ
ตั้งเป้าวันละเรื่อง หรือวันละ paragraph จากใน net หรือ หนังสือภาษาอังกฤษ
แต่แม่เราเอานิตยสาร Sawadee ของการบินไทยลงมาจากเครื่อง เล่มนึงอ่านเป็นปี ก็อ่ะนะ
 
^
^
สามบรรทัดสุดท้ายแม่บังคับให้พิมพ์ -.-
 
 
 
 
 
 
แนวข้อสอบจ้าาาาาา
 
 
 
 
ข้อสอบรุ่น 51
 
 
 
ข้อสอบรุ่น 46 49
 
 
 
 

 
**********
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ 2 สัมภาษณ์
 
 
เป็นอะไรที่เค้าว่ากันนะ อึดอัดมากกก กรรมการ 3 คน ล่าม 1 นั่งเล่นจ้องตากับเราอยู่ เค้่าจะถามๆๆๆ แล้วก็จะตรงมากๆ มีเพื่อนอยู่คน เดินออกมาหน้าซีด บอกว่า กรรมการอ่ะบอกตัวเค้าว่า จับที่พูดอะไรไม่ได้เลย คือแบบ ถ้าเราโดนนี่ จึก จึก จึก ไปหลายดอก
 
แต่ตอนเข้าไปนี่ ให้ทำยังไงก็ได้ ให้เค้ามีความรู้สึกว่า เราเป็นคนที่ไม่กลัว กล้าแสดงออก ยิ้มแย้ม น่ารัก น่าเอ็นดู
ง่ายๆ คือไปฝึกยิ้มหน้ากระจกมาซะ - -?
คนที่มนุษยสัมพันธ์ดีนี่ไม่ต้องห่วง ห่วงต้องห่วงคนที่เก่งจริงแต่พูดน้อยไรเงี่ยะ
สัมภาษณ์บอกได้เลยว่า มาตรฐานอยู่ที่ 10-15 นาที
เรานั่งไปอุดไป 16-17 มั้ง แต่ก็ไม่เครียดนะ ทำให้เค้าและเราสบายใจ คุยให้เหมือนญาติ พี่น้องกันเอง
 
 
 
ให้จำไว้อย่างว่า
 
 
1.ห้ามพูดไทย (ของเรานะ) เพราะถ้าพูด คะแนนจะน้อยมาก ไม่บางคนก็ไม่ให้พูดเลย
 
 
 
2.ห้ามซักไำซ้ ต่อรอง กรรมการ เพราะส่วนมากจะมีแต่คนสูงอายุ
 
 
 
3.ห้ามแสดงท่าทีเคอะเขิน ได้เฉพาะเวลาให้มันดูน่าเอ็นดู ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจ
 
 
 
4.ยิ้มๆๆๆ ยิ้มๆๆๆ ท่องไว้ว่า ถึงเค้าด่าเราก็ต้องยิ้ม ถึงเราจะไม่ได้ก็ตอบไปเลยว่า I don't know มั่นใจค่ะ แต่ยิ้มๆด้วยนะ ห้ามยิ